โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 คนทั่วไปมักเข้าใจว่า “โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง” จะต้องเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคือมีภาวะหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้หลายอย่าง เช่นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2555 วารสาร ทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียง คือ New England Journal of Medicine ได้เผยแพร่ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ไม่ใช่เอดส์เป็นผลงานการศึกษาร่วมกันระหว่างแพทย์จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และประเทศไต้หวัน

present-2

โดยผู้ป่วยที่รายงานนั้นเป็นผู้ป่วยที่อยู่ประเทศไทยและประเทศไต้หวัน  พบว่าสาเหตุของภาวะภูมิคุ้มกันที่ผิดปกตินั้นเกิดจากร่างกายของผู้ป่วยสร้างสารต่อต้านภูมิคุ้มกันของตนเอง ที่เรียกว่าอินเตอเฟอรอนแกมมา (Interferon-gamma) ซึ่งปกติอินเตอเฟอรอนแกมมานี้มีหน้าที่ในการปกป้องร่างกายต่อการติดเชื้อหลายๆชนิด ดังนั้นเมื่อมีสารมายับยั้ง จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสบางอย่างเพิ่มขึ้น

เรามารู้จักโรคนี้ให้ดียิ่งขึ้น

โรคนี้มีมานานเท่าใด

     ผู้เขียนได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบเรื้อรังที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลืองหลายราย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 เป็นต้นมาซึ่งต่อมาพบว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้ติดเชื้อวัณโรค แต่เป็นการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคที่ไม่ใช่วัณโรค เรียกว่า nontuberculous  mycobacteria (NTM)  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราอื่นร่วมด้วย และผู้ป่วยบางรายมีภาวะผิวหนังอักเสบเป็นๆหายๆ (reactive skin disease)

     ในปีพ.ศ. 2543 ผู้เขียนจึงได้รวบรวมผู้ป่วยได้ 16 ราย และรายงานในวารสารทางการแพทย์ Clinical Infectious Disease ว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีอาการทางคลินิกที่ไม่เคยพบมาก่อนซึ่งนับว่าเป็นการรายงานภาวะของโรคนี้เป็นครั้งแรก ต่อมาปีพ.ศ. 2550 ผู้เขียนได้รวบรวมผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ หรือ NTM เพิ่มเติมจากโรงเรียนแพทย์ 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศิริราชพยาบาล รามาธิบดี และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมได้ 129 ราย ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Clinical Infectious Disease ซึ่งนับว่าเป็นการรายงานการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ (NTM) ที่ไม่ได้ติดเชื้อเอดส์ที่มากที่สุดในโลก

     ระหว่างที่เรายังไม่ทราบสาเหตุของภูมิคุ้มกันบกพร่องในผู้ป่วยของเราได้ ในปีพ.ศ. 2547 ได้มีรายงานผู้ป่วยชาวฟิลิปปินส์และคนไทยที่อาศัยอยู่ประเทศเยอรมันมีการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ (NTM) และตรวจพบสารต่อต้านอินเตอเฟอรอนแกมมาเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่มาของการร่วมมือระหว่างสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และประเทศไต้หวันทำให้เกิดผลงานได้รับการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ดังกล่าว

อาการทางคลินิกต่างจากโรคเอดส์อย่างไร

     ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้จะมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องคล้ายโรคเอดส์ แต่ความรุนแรงน้อยกว่าโรคเอดส์มาก ผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีการติดเชื้อวัณโรคมากที่สุดรองลงมาได้แก่เชื้อราที่ปอด (Pneumocystis pneumonia) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโต (Cryptococcal meningitis) แต่ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการทางคลินิกที่แตกต่างจากโรคเอดส์ชัดเจน เพราะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยไม่บกพร่องเท่ากับโรคเอดส์ โรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเหล่านี้คือการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ (NTM) ที่ต่อมน้ำเหลือง พบได้มากถึงร้อยละ 90 ของผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตทั้ง 2 ข้างโตเรื้อรังดังรูป ผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่อาจมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นแทรกซ้อน ซึ่งพบไม่มากนัก และลักษณะทางคลินิกของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสก็ต่างจากผู้ป่วยเอดส์ชัดเจน เช่น การติดเชื้อราคริปโตมักเป็นการติดเชื้อที่กระดูกและข้อไม่ใช่เยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างในผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยบางรายมีภาวะผิวหนังอักเสบ (reactive skin disease)

โรคนี้ติดต่อหรือไม่

     โรคนี้ไม่ติดต่อระหว่างคนสู่คน และเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ (NTM)ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเหล่านี้ ก็ไม่ติดต่อระหว่างคนเช่นเดียวกันซึ่งต่างจากวัณโรค

โรคนี้รักษาได้หรือไม่

ปัจจุบันการรักษาคือการรักษาโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะการรักษาการติดเชื้อกลุ่มวัณโรคฯ (NTM) ผู้ป่วยบางรายหายขาดได้ แต่มักต้องรักษาเป็นเวลานาน ในรายที่ติดเชื้อฉวยโอกาสก็ให้การรักษาโรคเหล่านั้นได้ สำหรับการรักษาเพื่อลดการสร้างสารต่อต้านอินเตอเฟอรอนแกมมา ต้องรอการศึกษาวิจัยในอนาคต.

 

FacebookTwitterLineGoogle+Share

รวมเรื่องสุขภาพและสุมนไพรด้วย น้ำมังคุด แซนทิพย์โกลด์